Categories

FilMREView View my profile


 

_____________________________________________

 

 

อาจารย์คณะมัณฑนศิลป์กล่าวกับนักศึกษาในวันที่เรี่ยกประชุมเรื่องการทำ THESIS จบของแต่ละคนว่าให้เหมือนกับออกแบบชีวิต เพราะโตๆกันแล้วก็น่าจะเลือกออกแบบชีวิตของตัวเองได้แล้วแต่ "ความรักออกแบบตัวมันเอง"ก่อน ที่ชมพู่จะบอกว่าไม่จริง เพราะความรักต้องออกแบบได้ และก็มีการอภิปรายในประเด็นนี้ จนสุดท้ายแล้วอาจารย์ก็บอกลูกศิษย์อีกครั้งว่าให้ไปลองรักกันดูได้ผลอย่างไร กลับมาบอกเค้าด้วย

 

"รักออกแบบไม่ได้" หนังรักวัยรุ่นที่กำกับโดยคุณภิญโญ รู้ธรรม ครีเอทีฟรายการ"ทีนทอล์ค"รายการวัยรุ่นกิ๊บเก๋ที่ฉายทางช่อง 5 ในช่วงกลางทศวรรษที่ผ่านมา เรื่องของเพื่อนรักห้าคนที่เรียนด้วยกันที่ศิลปากรและมาถึงวันหนึ่งที่ทำให้ มิตรภาพของพวกเค้าเหล่านั้นเริ่มบันทอนลง เรื่องราวเหล่านี้อาจจะเป็นเรื่องราวที่ดูง่ายๆใครๆก็ทำกันแต่สิ่งที่คุณ ภิญโญ ฝากเอาไว้กับหนังเรื่องนี้ คือมิติของความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างตัวละครแต่ละตัว ซึ่งเราไม่สามารถคาดเดาอะไรได้เลย เพราะความสัมพันธ์ของแต่ละคนดูแข็งแรงและมีความสำคัญอย่างเท่าเทียมกัน หรือถ้าดูแล้วคิดจะเดาตอนจบอาจจะต้องมีลูกรักพี่เสียดายน้องเพราะมันดูน่า สนใจในเรื่องความสัมพันธ์และการให้ความสมดุลของตัวละครในแต่ละสถานการณ์ อย่างเท่าเทียมกัน

 

อาร์ทกับปืนเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยม.ปลายเอนท์ติด คณะมัณฑนศิลป์ที่ศิลปากรเหมือนกันวันแรกของการเรียนเจอรุ่นพี่เข้ารับน้อง ต้อนรับระบบซีเนียลิตี้ทำให้ทุกคนต้องทิ้งของไว้ที่คณะแล้วเอาแต่ตัวกลับ บ้านไป และคือนนั้นเองที่เค้าได้รู้จักกับเพื่อนร่วมคณะอีกสองคนนั่นก็ึคือปริมและ ฝุ่นที่จะมาหาอะไรกินที่ร้านเหล้าแถวมหาวิทยาลัยและหลังจากที่ปริมและฝุ่น กลับไปหลังจากที่กินเหล้าและนั่งคุยด้วยกันเสร็จปืนก็มองตามทั้งสองคนนั้น และอาร์ทบอกกับปืนง่ายๆว่า "เป็นเพื่อนกันนะดีแล้วจะได้คบกันนานนาน" และก็นั่งกินเหล้ากันต่อ

 

ตัวละครที่ถูกเขียนขึ้นในเรื่อง"รักออกแบบไม่ได้"ล้วนแล้วแต่มีความเป็น มนุษย์ปุตุชน มีความทะเยอะทะยาน มีความโกรธ เกลียด เอาแต่ใจ ก้าวร้าว ในแบบที่ตัวละครแต่ละตัวถูกปลูกฝังมาซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องการปลูกฝันใน แง่ของการอบรมสั่งสอน แต่อาจจะรวมไปถึงในเรื่องของภาพเศรษฐกิจที่ในช่วงปีนั้นเป็นช่วงขาขึ้นของ ระบบเศรษฐกิจก่อนที่จะเกิดเหตุการร์ฟองสบู่แตกในอีกไม่กี่ปีต่อมา ซึ่งหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการพูดถึงเรื่องประเด็นนี้อย่าง ชัดเจน แต่สิ่งที่้เราได้เห็นคือทั้งปืน และ ฝุ่นที่ทางบ้านมีฐานะดีมากและเป็นลูกของคนใหญ่คนโตในสังคม แต่ทั้งสองคนกลับไม่มีจุดมุ่งหมายในการทำอะไรในชีวิตอย่างชัดเจน ต่างกันอาร์ทที่ต้องหาเงินส่งตัวเองเรียนแต่ก็มีความฝันชัดเจนว่าอยากจะเป็น ช่างภาพ ซึ่งถึงแม้ว่าอาร์ทจะโดนไล่ิออกจากมหาวิทยาลัยแต่เค้าก็ยังสามารถพาตัวเองไป ยังฝันที่เค้าต้องการได้สำเร็จ รวมไปถึงชมพู่ที่ดูเป็นลูกชนชั้นกลางเปิดร้านขายของที่เยาวราชก็ไม่มีจุด หมายเป็นของตัวเอง แต่มีอะไรน่าสนใจก็ทำไปหมดทุกอย่าง สังเกตุได้จากการแต่งกายของชมพู่และลักษณะนิสัยในแต่ละช่วงอายุเค้าจะ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทำให้เหมือนกับเด็กที่กำลังเรียนรู้สังคมที่กำลังเผชิญ อยู่อย่างโลดโผน และมีความสุขไปกับมันซึ่งไม่หลงไปตามวัตถุนิยมและความฟุ้งเฟ้อหลงใหลในวัตถุ อย่างตัวของฝุ่นที่เป็นผู้หญิงที่อยากได้อะไรต้องได้ตามนั้น เอาแต่ใจตัวเองและสามารถซื้อทุกอย่างได้ตามใจ ยกเว้นความรักและมิตรภาพที่้เกิดขึ้น

 

ปริมเอนทรานซ์ติดคณะมัณฑนศิลป์คณะเดียวกับที่แม่ปริมเคยเรียนมาสมัยก่อน วันเปิดเทอมแรกของชีวิตนักศึกษาแม่ปริมขับรถไปส่งปริมที่หน้ามหาวิทยาลัย ก่อนจะบอกกับปริมว่า "มีเพื่อนรัก ก่อนมีคู่รัก" และมองอย่างยิ้มมาให้ปริมก่อนจะขับรถออกไป

 

ความสัมพันธ์ของเพื่อนห้าคนเกิดขึ้นที่รั้วศิลปากร ปืน อาร์ท ฝุ่น ปริม และ ชมพู่  เป็นนักศึกษาคณะมัณฑนศิลป์ ถึงแม้ต่างคนจะมีพื้นเพแตกต่างกันออกไปทั้งลูกผู้ดีมีตระกูล ลูกคนจีนธรรมดาๆ รวมไปถึงนิสัยใจคอของแต่ละคนที่ต่างมีทั้งข้อดีและข้อเสียสมกับความเป็น มนุษย์ที่ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แต่พวกเค้านั้นก็มีความผูกพันธ์ และเป็นเรื่องของความผูกพันธ์ด้วยสายเลือด แต่ไม่ใช่เลือดสีเขียวเวอริเดียน ดั่งเช่นสีประจำมหาวิทยาลัย แต่เลือกในที่นี้คือเลือดกรุ๊ปโอ-เนกาทีฟ ที่ทั้งห้าคนมีร่วมกันต่างหาก

 

ปืนเดินเข้ามาหาปริมที่สวนแก้วในวันเกิดของฝุ่นโดย ปล่อยให้ฝุ่นนั้นรออยู่ที่บ้านด้วยความกระวนกระวายใจ เพราะหลังจากที่ปืนและฝุ่นได้มีอะไรกันด้วยความเมา ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ยิ่งแย่ลง รวมไปถึงความสัมพันธ์ของเพื่อนกลุ่มโอ ปืนจับมือปริมและบอกความในใจของเค้าที่มีให้ปริม ซึ่งปริมรู้ดีว่าฝุ่นรู้สึกอะไรและเกิดอะไรชขึ้นกับทั้งสองคน ปืนถามปิมว่า "ปริมรักปืนมั้ย?" อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ชัดเจนแต่สิ่งที่ปริมพูดออกมา มันก็คงไม่ต่างกับคำว่า "ฉันรักเธอ" เพื่อนแต่มันเกิดขึ้นผิดที่ผิดเวลา จากคำนั้นมันเลยกลายเป็นแค่ "ปืนรักปริมไม่ได้แล้ว" เพียงเท่านั้นเพื่อที่จะทำให้มิตรภาพระหว่างเพื่อนยังคงอยู่

 

ความสัมพันธ์ของคำว่าเพื่อนของคนต่างเพศที่อยู่ร่วมกันเป็นเวลานานเป็น เพื่อนรักที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไปไหนก็ต้องไปด้วยกัน ซึ่งสิ่้งที่ตามมาของการที่มีเพื่อนที่รักนั้น มันก็คงจะหนีไม่พ้นเรื่องราวของความผูกพันธ์ที่มีให้กับคนข้างกายจนเกิดกว่า คำว่า"เพื่อน"จะรองรับไว้ และสิ่งที่แย่กว่านั้นคือการไม่อาจที่จะรักคนที่เรารักได้ คำว่าเพื่อนมีความสำคัญกว่าอะไรทั้งสิ้น "ทำให้เพื่อน" กับ "ไปให้เพื่อน" สองคำนี้เป็นคำพูดขิองฝุ่นกับปริมที่พูดในช่วงหนึ่งที่ความสัมพันธ์ของทุกคน กำลังจะแตกกันออกไป เพราะความรู้สึกที่ล้ำเส้นคำว่าเพื่อนที่เกิดขึ้นมาทำให้ไม่สามารถสานต่อ ความสัมพันธ์เหล่านี้เอาไว้ได้ และทุกคนก็พร้อมใจที่จะเสียสละสิ่งที่ตัวเองรักเพื่อ"เพื่อน"ที่เรารักมากที่สุด

 

"รักออกแบบไม่ได้"คงเป็นหนังรักวัยรุ่นเก่าๆ ที่มองเผินๆอาจจะถูกตั้งคำถามว่ามันล้าสมัยหรือยัง มันเชยหรือยังกับยุคสมัยนี้ แต่มันก็คงจะยังไม่เชยเกินไปนักถ้าคุณจะเปิดใจรับมันดูซักครั้ง ถ้าคุณยังมีเพื่อนที่คุณรักและเค้ารักคุณอยู่

 

 

_____________________________________________

 

 

by : patzh
 
 
 




ถ้าจะให้เด็กวัยเรียนพูดถึงหน้าร้อนจะนึกถึงอะไรกันบ้าง? เค้าอาจจะนึกถึงเทศกาลสงกรานต์ที่ได้ออกไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัว ได้ไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนๆ หรือแม้กระทั้งการนั่งเรียนภาคฤดูร้อนที่มหาวิทยาลัย รวมไปถึงเรื่องอื่นๆอีกมากมายที่ตามมาเป็นขบวนที่มักจะเกิดขึ้นในหน้าร้อน

แต่สำหรับคัตสึยูกิ โมโตฮิโระ (Udon. Bayside Shakedown1-2) แล้วหน้าร้อนในช่วงวัยรุ่นของเค้า ได้ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่ตลก, น่ารัก อีกทั้งยังเป็นหนังไซไฟ ที่มีความเป็นญี่ปุ่นแบบการ์ตูนสูงมากใน ‘Summer Timemachine Blues’
    
Summer Timemachine Blues เป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงหน้าร้อนของกลุ่มนักศึกษาชายห้าคนที่อยู่ชมรมไซ-ไฟ และสองสาวจากชมรมโฟโต้ ซึ่งทั้งเจ็ดคนนี้ได้อยู่ในห้องชมรมเดียวกันและได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นเมื่อรีโมทคอนโทรของแอร์ในห้องชมรมได้ถูกน้ำหกใส่จนไม่สามารถทำงานได้และเจ้ากรรมที่แอร์เครื่องนั้นดันไม่มีปุ่มเปิดนอกจากใช้รีโมทอีกต่างหาก นอกจากนั้นยังมีเครื่องไทม์แมชชีนหน้าตาประหลาดที่มาพร้อมกับชายหนุ่มที่มาจากอนาคตซึ่งดูเหมือนมาจากยุคสงครามโลกครั้งที่สอง มาโผล่ในห้องชมรมอีกต่างหาก ทำให้เกิดการเล่นกับการย้อนเวลาไปหาอดีตเพื่อเอารีโมทแอร์ของห้องชมรมกลับมายังปัจจุบัน
    
ในเรื่อง Summer Timemachine Blues เป็นหนังที่เล่นเรื่องของเวลากันอย่างสนุกสุดเหวี่ยงทั้งไปยังอนาคต กลับมาอดีต อีกทั้งอยู่ในช่วงเวลาเดิมจนถึงปัจจุบัน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้มีการใช้ทฤษฎีของการย้อนเวลาให้เราดูและเข้าใจง่ายขึ้น โดยที่จะมีอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมของห้าหนุ่มนั้นมาคอยอธิบายเรื่องของการย้อนเวลา โดยที่อธิบายถึงความเป็นไปได้ในการใช้เส้นของเวลาเส้นเดียวกัน เพื่อจะอธิบายของความน่าจะเป็นของการย้อนเวลาและการปรับเปลี่ยนในเรื่องของเวลา หรือการย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงอดีตเพื่อให้เกิดผลบางอย่างกับอนาคตดั่งเช่นภาพยนตร์เรื่อง Back to the future (1985) ที่ทุกคนพยายามย้อนกลับไปเปลี่ยนอดีตของตัวเองเพื่อทำให้อนาคตของตัวเองนั้นดีขึ้น

แต่ในทางกลับกัน Summer Timemachine Blues ได้ใช้ตัวของอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมมาบอกทุกคนว่า ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในอดีตจะทำให้ทุกอย่างหายไป จนเกิดความสับสนวุ่นวาย ในการย้อนเวลาไปเพื่อที่จะห้ามเพื่อนๆไม่ให้ไปเปลี่ยนแปลงอะไรในอดีตก่อน ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความสนุกสนานในการทำอะไรต่างๆนานาในอดีตมากมาย ทั้งเดินสะกดรอยตามตัวเองที่เป็นตัวเองของเมื่อวาน!? การพยายามจะไปเอาอะไรบางอย่างจากอดีตกลับคืนมา โดยที่ต้องกลับไปแก้ไขสิ่งต่างๆเหล่านั้นที่พวกเค้าไปลงมือแก้เอาไว้ ก่อนจะทำให้พวกเค้าต้องย้อนเวลากลับไปกลับมาในระหว่างวัน ไปจนถึงการไปในอนาคตอีก 25 ปีข้างหน้าด้วย
    
ซึ่งการเล่นของเวลาแบบนี้กับภาพที่เราเห็นในห้องของชมรมไซไฟ ทั้งในอดีตและอนาคตที่ยังเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆที่เป็นเหมือนของเล่นของกาลเวลาอย่างเช่นตัวของแอร์ที่อยู่ในห้องที่ใช้มาจนถึงอนาคต (ซึ่งอาจจะบอกเป็นนัยว่ารีโมตแอร์ยังไงก็ใช้งานได้เพราะอีกยี่สิบห้าปีข้างหน้ามันยังใช้อยู่เลย) เกมส์กอลิลล่าที่เป็นตลับเกมส์ของเครื่องแฟมิคอม ซึ่งในปี 2005 มันก็แทบจะไม่มีใครเล่นกันแล้ว สิ่งเหล่านี้มันก็ถูกเชื่อมโยงกับตัวละครที่มาจากอนาคตที่แต่งตัวสุดเชยซึ่งมันทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าคำว่าแฟชั่นว่ามันคือการเล่นกับเรื่องของเวลาในแต่ละยุคเหมือนกับที่ตอนนี้เราเห็นวัยรุ่นไทยแต่งตัวแบบอเมริกายุค 80 ในลักษณะอย่างนั้น รวมไปถึงตู้ล็อคเกอร์สีน้ำเงินที่มีคำว่า ‘UFO’ และ ‘LOST IN SPACE’ เขียนอยู่ตรงนั้นประกอบกับการที่พระเอกของเราต้องหลบตัวอยู่ในล็อกเกอร์เป็นเวลาหนึ่งวันเพราะไม่สามารถนั่งไทม์แมชชีนกลับได้ ซึ่งตามความเข้าใจของผมได้เห็นว่าเค้าอาจจะทำให้เรารู้ว่าบางทีบางสิ่งที่มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดูมีค่าอะไรมากมายนักอย่างตู้ล็อกเกอร์ แต่พอมันมาผสมกับการหลงทางของเวลาของตัวเอกในเรื่องมันทำให้สิ่งนั้นเป็นเหมือนยานพาหนะที่พาเค้าข้ามเวลาได้เช่นเดียวกับเครื่องมือที่พวกเค้าใช้ ซึ่งหลังจากผ่านตรงนี้เราจะได้เห็นเส้นเวลาเส้นใหม่จากอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมว่ามันมีการพัฒนาจากเส้นที่ต่างกันสองเส้นกลายเป็นเส้นเดียวกันที่ถูกเขียนเป็นลักษณะของเวลาที่ถูกตัวละครสาวช่างภาพที่ใส่แว่นในเรื่องพูดออกมาว่า “บางทีทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาแล้วตั้งแต่ต้นก็เป็นไปได้”  ซึ่งตอบกับสิ่งที่อาจารย์คนนั้นบอกออกมาได้อย่างดีทีเดียว

อีกอย่างหนึ่งที่เราจะเห็นในภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างชัดเจน นั่นคือความเป็นการ์ตูนของญี่ปุ่นและนัยยะแฝงของหน้าร้อนที่มักจะอยู่ในการ์ตูนญี่ปุ่นแบบที่เราได้อ่านกันที่มีทั้งตัวละครที่มีพฤติกรรมประหลาด พล็อตเพี้ยนๆ(เรื่องการย้อนเวลาเพื่อตามหารีโมทแอร์) และสัญลักษณ์ต่างๆที่ดูช่างญี่ปุ่นเหลือเกินที่ทำให้เราเห็นตั้งแต่เปิดเรื่องเลย อย่างเช่นการเล่นกีฬาเบสบอลในช่วงหน้าร้อน ซึ่งในประเทศญี่ปุ่นกีฬาเบสบอลจะได้รับความนิยมมากทั้งในระดับอาชีพ หรือแม้กระทั่งระดับมัธยมปลายที่การ์ตูนหลายๆ เรื่องโดยเฉพาะด้านเนื้อหาและการใช้ตำแหน่งของภาพนั้นดูได้รับอิทธิพลจากการ์ตูนของคุณอาดาจิ มิซึรุ (Touch, H2) ที่จะใช้พื้นที่และบรรยากาศต่างๆ ในการช่วยเล่าเรื่องเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องได้เป็นอย่างดีตลอดเวลาของการเล่าเรื่อง โดยเฉพาะช่วงสิบห้านาทีแรกของหนัง เปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่หนังกำลังเล่าเรื่องเหล่านั้นที่ถือได้ว่าเอาคนดูได้อยู่หมัดรวมไปถึงการถ่าย
ภาพกว้าง และบรรยากาศโดยรวมที่ถูกถ่ายทอดให้คงไว้ซึ่งรายละเอียดและบรรยากาศต่างๆของหนังเอาไว้ อีกทั้งการแสดงออกที่เป็นเหมือนกับตลกหน้าตายที่เรามักจะสนุกกับมุกต่างๆที่อยู่ในหนังที่ถูกนำเข้ามาจากการแสดงที่ดูหน้าตายของเหล่านักแสดงในเรื่องเกือบทั้งสิ้น
    
อีกทั้งการที่เราจะได้เห็นกับเหงื่อของตัวละครที่ไหลย้อยออกมาจากหน้าตาของนักแสดงตลอดเวลาซึ่งในเราอาจจะมองได้ถึงว่าเป็นเหงื่อของช่วงหน้าร้อนแล้ว ถ้ามองในความเป็นการ์ตูนญี่ปุ่นจะเห็นได้ว่าเหงื่อที่เห็นในการ์ตูนนั้นมันไม่ใช่แค่เหงื่อที่มาจากความร้อน แต่มันยังหมายถึงความเดือดร้อนที่ตัวละครได้สร้างขึ้น ซึ่งจะเห็นว่าตัวละครหลักๆคือตัวเอกนั้นจะมีเหงื่อชุ่มกายตลอดเวลาเพราะเป็นคนเดียวที่ได้รับผลกระทบที่สุดจากความวุ่นวายของเหล่าเพื่อนๆ อีกทั้งเป็นคนเดียวที่ต้องอยู่ในเส้นแบ่งระหว่างเวลาของอดีตกับปัจจุบันอยู่คนเดียว แต่คนอื่นๆอยากเพื่อนๆกลุ่มสามตัวป่วนในหนังก็ทำให้เห็นสิ่งเหล่านี้ในช่วงก่อนที่จะไปยังอดีตเช่นกัน
    
โดยภาพรวมของภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงแม้ในเรื่องของเนื้อหาที่จะดูเหมือนกับการ์ตูนญี่ปุ่นซะมากกว่าแต่ในเชิงของการแสดงของนักแสดง อีกทั้งเจตนาของคนทำที่ต้องการจะนำเสนอสิ่งต่างๆทั้งในเรื่องของวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมของญี่ปุ่นให้อยู่ในหนังอย่างกลมกล่อม โดยมีมุกตลกต่างๆทำให้หนังชวนติดตาม และจังหวะของหนังนั้นเอาคนดูได้อยู่หมัด(อย่างน้อยๆก็ผมคนหนึ่ง) อีกทั้งสามารถพาเราไปยังเรื่องที่เค้าบอกได้อย่างไม่รู้สึกยัดเยียด พร้อมทั้งขยายความสิ่งที่เค้าต้องการจะบอกอย่างชัดเจน ถือได้ว่านี่เป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจ อย่างน้อยๆถ้าเราได้ดูมันก็จะทำให้เราได้เข้าใจเรื่องราวต่างๆได้มากมาย เหมือนอย่างที่ตัวละครทั้งหมดในเรื่องนั้นได้เข้าใจคำว่าไซ-ไฟผ่านเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในเรื่องราวเหล่านั้นอย่างไม่ตั้งใจเช่นกัน

 

 

โดย : Patzh



คงจะไม่เป็นคำกล่าวที่รุนแรงเกินไป หากว่ายุคการปกครองที่ผิวเผินอาจจะแลดูว่าเป็นการเจริญก้าวหน้าทางสังคมของประเทศอังกฤษ แต่ผู้คนในประเทศต่างคนก็ต่างล้วนรู้ดีว่า ประเทศกำลังจะเดินหน้าสู่ความฉิบหายแห่งอารยะ เมื่อนายกรัฐมนตรีของประเทศคือ Margaret Thatcher คนที่ทำทีท่าเหมือนว่าทุกอย่างในโลกนี้จะต้องถูกอนุรักษ์ไว้ให้คงที่เหมือนดั่งที่มันเคยเป็น คนที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยมมากๆ ขวาจัดสุดๆเป็นคนปกครองประเทศ แลดูแล้วประเทศจะต้องหยุดอยู่กับที่ ไม่มีการก้าวหน้าทางความคิดแน่ๆ เหมือนอย่างที่มีคนเคยพูดว่า ศิลปะคือการก้าวหน้าไม่หยุดอยู่กับที่ แต่นี่การปกครองมันสวนทางกันกับความก้าวหน้าที่ควรจะเป็น การปล่อยให้ประชาชนภายใต้การปกครองบางส่วนอย่างในกรณีที่ปล่อยให้ชาว Irish จำนวนมาก ต้องอดอยาก เป็นเหมือนกับนักโทษทางการเมือง และที่หนักยิ่งไปกว่านั้น เธอยังเป็นชนวนก่อให้เกิดสงคราม Falkland เนื่องจากความคิดบ้าๆของเธอ ที่ต้องการเข้าไปไกล่เกลี่ยแต่กลับกลายเป็นว่าการที่เธอส่งทหารอังกฤษเข้าไป เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสงครามกับอาร์เจนติน่า และด้วยความเป็นอนุรักษ์นิยมมากๆของเธอ น่าจะเป็นที่ยอมรับกันว่า คนประเภทนี้ มักจะต่อต้านเพศที่ 3 และการที่เธอไม่เปิดรับการมีเพศที่ 3 จึงทำให้ประเทศที่เธอกำลังปกครองอยู่นั้น ต่อต้านเพศที่ 3 อย่างรุนแรง และด้วยความที่เกย์ถูกกดขี่อย่างแรงในสังคม ศิลปินที่เป็นเกย์จึงได้ใช้งานศิลปะเป็นที่ระบาย และสะท้อนความคิดของตัวเอง หรือพูดให้ชัดเจนก็คือ “ด่า” คนชนชั้นปกครอง รัฐบาล ผู้มีอำนาจต่างๆ ผ่านงานศิลปะ และ Derek Jarman ก็เป็นหนึ่งในศิลปินจำนวนนั้น

ในเรื่อง The Last of England เราสามารถถอดการกระทำต่างที่ Margaret Thatcher ทำไว้ ออกเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้น ผ่านสื่อภาพยนตร์นี้ อาทิเช่น การที่มีคนอดอยากจากการปกครองโดยเผด็จการทหาร จนถึงขั้นไม่มีเสื้อผ้าใส่ ต้องมากินนกที่ตายแล้วตกลงมาจากฟ้าเหมือนรอวันตาย มีชีวิตอย่างน่าอดสูมากๆ (เหมือนเป็นนักโทษทางการเมือง ที่ Thatcher ได้ทำไว้กับคนไอริช) การที่ทหารได้เข้ามามีบทบาทของประชาชน มีการแยกคู่ชายหญิง และ ฆ่าฝ่ายชายทิ้ง  หรือ ไม่จะเป็นการที่ทหารชายคนนึง ได้ร่วมเพศกับรูปวาด เปรียบได้ว่า เกย์ไม่สามารถจะมีเพศสัมพันธ์กันได้ จึงได้แต่ใช้สื่ออื่นมาช่วยในการสำเร็จความใคร่ให้กับตัวเอง ซึ่งสังคมในหนังเกือบทุกอย่าง ได้สะท้อนสภาพสังคมจริงออกมาแทบทั้งสิ้น แต่สร้างมันออกมาให้อยู่ในรูปแบบที่ค่อนข้างเหนือจริง และมีความเป็นตัวของ Jarman สูงมาก  แต่ถึงกระนั้นแม้ว่ามันจะเต็มไปด้วยความรุนแรงอะไรก็ตาม หนังได้ถ่ายทอดความงามออกมาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แต่ตัวหนังและบริบทอย่างอื่น ไม่ได้มีเพียงแค่การปกครอง แต่รวมไปถึงความเป็นชาติของประเทศอังกฤษด้วย หรือก็คือ ชาตินิยม นั่นเอง การรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อนของกลุ่มคน จนก่อให้เกิด “รัฐชาติ” ขึ้นมานั้น เราจะมีมายาคติร่วมกันว่าเราเป็นคนชาติเดียวกัน และ จะ ดูแลเอาใจใส่กัน แต่ในบางกรณี หรือ ในกรณีของ Thatcher นี่เอง ที่ทำให้กลายเป็นว่า การรวมตัวกันเป็นชาติจะต้องมาจากการที่เชื้อชาติ ชาติพันธุ์เดียวกัน  จนทำให้เกิดการไปเอาเปรียบคนชาติอื่น อย่างเช่นในกรณี ฮิตเลอร์ ที่เชื่อว่าชาติเยอรมันคือที่สุด และ ยิว ล้วนต่ำต้อย จนเกิดการฆ่ายิว แต่ในกรณีของ Thatcher ไม่หนักถึงขนาดนั้น แต่ก็ใกล้เคียงกัน ถึงเกิดสงคราม Falkland ขึ้นนั่นเอง เนื่องจากเธอเป็นคนที่ค่อนข้างหัวรุนแรงอยู่แล้ว (ขวาจัดแน่ๆ) ซึ่งคนส่วนใหญ่ ลึกๆนั้นก็มีความรักชาติตัวเองทั้งสิ้น แต่ไม่ควรคิดเอาความเป็นชาติรัฐของตัวเอง เอาเปรียบคนอื่น (เหมือนในกรณ๊ปัจจุบันที่ จอร์จ บุช นำกำลังบุกอิรัก เพราะเชื่อว่า ความเป็นชาติอเมริกันของตัวเองมันเข้มข้น คนอิรักที่เอาเครื่องบินมาชนตึกเวิร์ลเทรดของตัวเอง ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของชาตินั้น ล้วนแต่ต่ำช้า และนี่ก็น่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้หนังฮอลีวู้ดหลายๆเรื่อง ออกมาล้อเลียนเสียดสี บุช อย่างไม่ขาดสาย ในสมัยที่ บุช ปกครองอยู่) และในความคิดของ Derek Jarman นั้นล้วนไม่เห็นด้วยกับความคิดของ Thatcher ทั้งสิ้น ตัวผมเองก็เช่นกัน และผมก็เชื่อว่า คนส่วนใหญ๋ก็ไม่ชอบให้ความคิดแบบนี้เป็นใหญ่อยู่หรอก และหนังเรื่อง The Last of England ก็คือกลุ่มก้อนความคิดของ Jarman ที่สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติตัวเองที่มีต่อสภาพสังคมในยุคปัจจุบัน ที่ Thatcher ปกครองอยู่ (ถึงแม้ว่าหลังจากหนังเรื่องนี้ออกฉายไม่นานนัก ประมาณ 2 – 3 ปี Thatcher ก็ได้ตกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศก็ตาม) แต่ก็น่าจะเชื่อว่าคนที่มีความคิดแบบเดียวกับเธอยังคงมีอยู่ และอาจได้เป็นคนปกครองประเทศอีกก็ได้ แต่นี่ก็เป็นทางออกเดียวที่ศิลปินที่ไม่ได้ทำหนังตามระบบสตูดิโอ ตามใจนายทุน ได้ปลดปล่อยความคิดของตัวเองออกมาอย่างสุดขั้ว และ เหนือจริงเกินบรรยาย    

                                            



โดย : Dies irae




“โลกส่วนตัว” คำนี้หมายความว่า ทัศนคติส่วนตัวของ Derek Jarman ที่มีต่อโลกที่ใบนี้ รวมไปถึงแรงผลักดันและความปราถนาที่จะขับเคลื่อนโลกใบนี้ให้ไปในทิศทางใด ซึ่งเขาก็ได้ใช้งานศิลปะ  เป็นพลังงานขับเคลื่อน ให้โลกนี้ได้เคลื่อนไปตามความต้องการของเขาเอง  แต่เขาทำได้อย่างไร เราจะมาวิเคราะห์แจกแจงกัน   

อันดับแรก เขาได้ใส่ความคิดของเขาและความเป็นตัวตนของเขา โดยที่มีความเกี่ยวพันกับยุคสมัย ( ซึ่งในประมาณปี 1991 ได้มีหนังแนว New Queer Cinema ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง The Garden ได้ออกฉายก่อน 1 ปี คาดว่าตัว Derek Jarman เอง น่าจะมีอิทธิพลให้กับคนในกลุ่ม New Queer Cinema บ้าง ไม่มากก็น้อย จะเห็นได้ชัดจากหนังเรื่อง Jubilee ของ Derek Jarman ที่มีการพูดถึงเพศที่3 ทั้ง2กลุ่ม เกย์และเลสเบี้ยน เป็นกลุ่มคนดนตรีแนว Punk และ Glam Rock ที่ในสมัยนั้นรุ่งเรืองมาก ใช้ชีวิตตามอุดมการณ์ของตัวเอง และยังแฝงปรัชญาชีวิตไว้เล็กน้อย)  เราก็จะเห็นว่าผลงานของ Derek Jarman ได้ทำให้โลกภาพยนตร์เกิดกระแนภาพยนตร์แนว New Queer Cinema ได้ และก่อนหน้า เขาได้รู้แน่ชัดและกล้าที่จะประกาศตัวออกไป ว่าตนเองเป็นเกย์และเป็นโรคเอดส์อยู่ในช่วงที่เขาถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง War Requiem สิ่งที่เค้าได้ทำทั้งหมดนั้น ได้ตรงข้ามกับกฎหมายที่รัฐบาลอังกฤษได้ออกไว้อย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นการห้ามให้ Homosexual มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และที่สำคัญ ในสมัยนั้นคนที่เป็น Homosexual นั้นมักจะถูกมองว่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ด้วยการกระทำต่างๆนั้น น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบให้มีการเปิดรับเพศที่3 เยอะขึ้นในปัจจุบัน  แต่นี่ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของตัวเขาเท่านั้นเอง

    
และสิ่งที่ส่งผลกระทบให้กับโลกอีกอย่าง ก็น่าจะเป็น ทัศนคติของเขา ซึ่งเขาได้หยิบนำเอาเรื่องในอดีต ที่มีการกดขี่ทางสังคมที่เยอะแยะมหาศาล และมายาคติหลายๆตัว และการถอดกรอบความคิดมายาคติในแบบ Derek Jarman นั้นเขาได้ใส่ไว้ในผลงานของเขาแทบทุกชิ้น และที่จะพูดเป็นส่วนหลักก็คือผลงานเรื่อง The Garden ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เขาได้นำคัมภีร์ไบเบิ้ลและประวัติศาสตร์ในยุคที่ศาสนายิวและคริสต์รุ่งเรือง มาตีความใหม่โดยใส่ความเป็นตัวตนของเขาลงไป และประเด็นหลักที่พูดถึงก็คือเรื่องเพศที่3 นั่นเอง ตัวหนังไม่ได้เล่าเรื่องอย่างชัดเจน มีการตัดสลับภาพเหตุการณ์ กลุ่มก้อนความคิดต่างๆ ซึ่งน่าจะได้อิทธิพลมาจากงานเขียนแบบกระแสสำนึก ของ เวอจิเนีย วูล์ฟ  ถ้าเราได้มาลำดับเหตุการณ์ และ กลุ่มความคิดต่างๆ เราพอจะเห็นและจับต้องเป็นรูปธรรมได้มากขึ้นก็จะมีประมาณว่า การที่ในยุคมืด หรือ ยุคที่ศาสนารุ่งเรือง ได้มีการกดขี่เพศที่3 อย่างทารุณ การใช้ชีวิตของเพศที่3 ก็ทำได้ลำบากมาก และคนที่มีอำนาจที่สุด ที่ใช้อำนาจและพลังในการปกครอง ก็คือเพศชาย  การกระทำที่ส่งผลกระทบต่อยุคปัจจุบันก็คือความเชื่อที่ว่า เพศชายเป็นใหญ่ ซึ่งถ้าเรามองที่ปัจจุบัน (ในยุค 1990 ) เราก็จะเห็นว่า เหตุที่ที่ว่า ทำไมเพศที่3 ถึงถูกมองว่าเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ มันมาจากยุคมืด ที่มีพวกบ้าอำนาจกดขี่ประชาชนและผลักดันให้สังคมเป็นไปในความต้องการของตัวเอง (อย่างเช่นฉากในหนังเรื่อง The Garden ตอนที่ คู่เกย์ 2 คน กำลังถูกคนที่ใส่ชุดเหมือนพระ นักบวช โป๊ป กำลังหัวเราะ และขว้างปาสิ่งของใส่ หรือตอนที่ คู่เกย์ 2 คนเดิมนั้น ถูกทรมานด้วยการละเลงน้ำมัน และ เอานุ่นที่ยัดอยู่ในหมอนโปะ)

เมื่อมันถูกแสดงออกมาในงานศิลปะ พอผ่านการตีความจากเหล่าคนดู ทำให้คนดูในสังคม เริ่มมองเห็นและเริ่มเอนเอียงความคิดไปในทางเดียวกันจึงค่อยๆทำให้เพศที่ 3 ถูกเปิดรับอย่างมากขึ้นในปัจจุบันแต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นแต่เรื่อง Homosexual อย่างเดียว มันจะมีความคาบเกี่ยวไปหา เพศหญิงด้วยซึ่งผู้หญิงที่น่าสงสารในเรื่อง ก็รับบทโดย Tilda Swinton (คนเดิม ซึ่งแสดงหนังของ jarman มาหลายเรื่อง จนเป็นเหมือนดาราประจำก็ว่าได้) และยังมีการสะท้อนถึงสังคม การเมือง ในยุคที่เขาอยู่ ก็คือยุคที่ Margaret Thatcher เป็นนายกรัฐมนตรี นั่นเอง ในยุคนั้นมีการเหยียดเพศอย่างสุดขั้ว และตัว Margaret Thatcher เอง ก็น่าจะเป็นชนวนให้เกิดสงครามขึ้น เมื่อพูดถึงสงคราม ก็จะโยงได้ว่าสงครามคือการสู้รบระหว่างกองกำลัง 2 ฝ่ายขึ้นซึ่งในที่นี้ เป็นสงครามระดับชาติ ประเด็นหลักอีกอย่างที่สำคัญ ก็คือความเป็นชาตินิยม และ ต่อต้านชาตินิยม นั่นเอง


ตัว Jarman เองนั้น ก็มีความรักชาติอยู่ (อาจจะมาจากการถูกปลูกฝังจากพ่อที่เป็นทหาร และ สภาพสังคมในช่วงเวลานั้น) จากการปกครองของผู้ปกครองที่ปลุกกระแสชาตินิยมอย่างสุดขั้ว และ การผลักดันให้ประเทศเดินทางไปในทางที่ผิดทำให้คนบางกลุ่มเริ่มมีกระแสการต่อต้านชาตินิยมขึ้นมา  ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของคนชนชั้นปกครอง ก็ได้พยายามถ่ายทอดความคิด ทัศนคติทางการเมือง และ ความเป็นชาติรัฐออกมา ซึ่ง Derek Jarman ก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนั้น เพียงแต่ใช้งานศิลปะเป็นตัวแสดงออกมา

เมื่อได้ดูไปเรื่อยๆแล้ว จะรู้สึกว่า จริงๆแล้ว Derek Jarman ก็ได้รับอิทธิพลจากตัวตั้งตัวตีในกลุ่ม Feminist ไม่ว่าจะเป็น Virginia Woolf (การเล่าเรื่องแบบกระแสสำนึก)  หรือแนวความคิด ปรัชญาบางอย่างจาก Simone De Beauvoir นอกจากแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศแล้ว โดยส่วนตัวผมคิดว่า น่าจะเกี่ยวโยงกับหลักปรัชญาของคนอื่นด้วย อย่างเช่น Michel Foucault ที่บอกว่า “ความจริงไม่ใช่การค้นพบ แต่ถูกสร้างขึ้น” พอเราเอาคำพูดนี้มาโยงเกี่ยวกับหนังในหลายๆเรื่องของ Derek Jarman นั้น ก็จะเห็นได้ว่า ความจริงต่างๆในสภาพสังคมความเป็นจริงที่หนังได้สะท้อนให้เห็นนั้น ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ที่มีอำนาจแทบทั้งสิ้น


เมื่อเรามองถึงนิยามของคำว่า “ศิลปะ” เราก็จะรู้ว่า “ศิลปะ” คือสิ่งที่ก่อให้เกิด อารมณ์ สติปัญญา ความคิด ความงาม (เป็นคำนิยามที่สรุปออกค่อนข้างชัดและเป็นรูปธรรมที่สุด) เราได้กล่าวถึง สติปัญญา ความคิด ไปแล้วข้างต้น คราวนี้เราจะมาเริ่มพูดถึง อารมณ์และความงาม กันบ้าง งานส่วนใหญ่ของ Derek jarman ส่วนมากเลยก็คือเขามักจะใช้การเล่าเรื่องที่ ไม่มีเส้นเรื่อง ไม่มีการเขียนบท ชอบใช้ฟิล์มขนาดเล็ก ( 8 มม. 16 มม.) หรือรวมไปถึงกล้องมินิดีวีด้วย  ซึ่งบรรดากล้องและฉากรับภาพเหล่านี้ จะให้ภาพที่ค่อนข้างดิบ หยาบ มีเกร็นค่อนข้างเยอะ  หากถามเหตุผลว่า ทำไมเขาถึงเลือกใช้อุปกรณ์เช่นนี้ อาจจะตอบได้ว่า ด้วยความที่เขาทำหนังโดยไม่มีบท เน้นสไตล์มากกว่าเนื้อหา จึงไม่ค่อยมีนายทุนที่จะมาคอยให้เงินทำหนัง และอุปกรณ์เหล่านี้มันราคาถูก และอีกเหตุผลก็น่าจะเป็น ความเป็นศิลปินในตัวของเขาเอง โดยส่วน่ใหญ่แล้วศิลปินส่วนมากมักใช้สิ่งที่ถูกมองข้ามว่ามันไม่สามารถสร้างให้เป็นผลงานที่สวยงามได้ มาทำให้มันเกิดความงาม Derek Jarman ก็เลยเลือกที่จะใช้ฟิล์มหยาบๆดิบๆ มาถ่าย แล้วใช้เทคนิค ความสามารถ ทำให้ภาพในหนังออกมาสวยราวกับภาพเขียนได้ และเขาก็ทำได้จริงๆ หนังแต่ละเรื่องของเขา งดงามราวกับภาพเขียนโดยศิลปินที่มีความประณีตสูง (ถึงแม้บางเรื่องจะไม่โดดเด่นเรื่องความงาม แต่โดยส่วนมากแล้ว งานของเขามักเน้นเรื่องความงามจากภาพและเสียง มากกว่าเนื้อหา)

และในเรื่อง The Garden นี้ เขาได้ใช้การตัดต่อ โดยให้ตัว Subject นั้น อยู่ในสถานที่หนึ่งแต่ฉากหลังกลับตัดนำเอาภาพอีกภาพมาใส่แทน ถึงแม้ดูเผินๆจะรู้สึกขัดกัน แต่ลึกๆแล้ว เราจะมองเห็นถึงความงามและความตั้งใจ แต่ละฉากในหนังนั้นเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ และเป็นพลังที่ผลักดันให้เราได้เห็นตัวเนื้อหาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และเนื่องจากหนังเรื่องนี้มันเป็นการตีความอดีตใหม่ภายใต้มุมมอง และ อคติ ( Bias) ของตัว Derek Jarman จึงทำให้ไม่สามารถจะหาสถานที่ ที่ดูแล้วเหมือนยุคสมัยนั้นขึ้นมาได้ จึงมีการใช้เทคนิคเปลี่ยนฉากหลังช่วยแทน  นอกจากเรื่องตัดสลับฉากหลังแล้ว ก็คงจะมีเรื่องการถ่ายภาพที่มีอัตราเร็วของภาพไม่เท่ากันในบางครั้งเราจะมองเห็นว่า การเคลื่อนไหวของตัวละคร หรือ ฉาก มันมีความเร็วไม่เท่ากัน เดี๋ยวช้าเดี๋ยวเร็ว ตรงนี้ผมคิดว่า น่าจะแทนการเคลื่อนไหวของโลก (ไม่ได้หมายความว่าเป็นการหมุนรอบตัวเองของโลก หรือ โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์นะครับ แต่หมายถึง การเจริญเติบโต วิวัฒนาการ กาลเวลาที่ได้เคลื่อนที่ไป ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้เคลื่อนไปเร็วเท่ากัน เหมือนบางครั้งที่เรามีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งใด เราก็จะรู้สึกว่าสิ่งนั้นผ่านไปเร็ว แต่บางครั้งพอเราเบื่อ ไม่ได้ทำอะไร เราก็จะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าเหลือเกิน) ความเร็วในหนังของ Derek Jarman ก็เช่นกัน ไม่มีความแน่นอนดั่งเช่นกาลเวลาที่หมุนรอบตัวของมนุษย์ และที่เห็นได้ชัดในภาพแต่ละเฟรมของหนัง ก็คือ เรื่อง สี

การใช้สีที่จัดจ้าน แทนอารมณ์ และ ความรู้สึกของมนุษย์นั้น ในบางฉาก ก็อาจจะใช้ทฤษฎีสีที่แทนอารมณ์ต่างๆนั้นมาอธิบายไม่ได้เหมือนกัน เพราะในความเป็นจริงแล้ว อารมณ์ของมนุษย์นั้นแทบจะไม่สามารถอธิบายเป็นหลักเหตุผลได้ ในจุดนี้จะอยู่ที่ Sentimental ของแต่ละคน แต่ส่วนมากแล้วมักจะมีอารมณ์ไปในทางใกล้เคียงกัน อย่างในหนังเรื่องนี้ อารมณ์ที่จะสัมผัสได้ส่วนใหญ่ ก็คือ อารมณ์เศร้า หดหู่ ด้วยการใช้เทคนิคด้านภาพ ที่เปลี่ยนฉากหลัง สีที่จัดจ้าน แสงและเงา ที่ค่อนข้างเข้ม คอนทราสสูง รวมไปถึงสปีดภาพที่ช้าเร็วไม่เท่ากัน  ซึ่งเทคนิคแต่ละอย่าง ให้อารมณ์ไม่เหมือนกัน แต่พอมาทำพร้อมกัน ก็จะเป็นเหมือนแสงอาทิตย์ ( ที่ในทางวิทยาศาสตร์บอกว่า ในแสงอาทิตย์จะมีทั้งหมด 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง แต่ตามนุษย์จะมองเห็นเป็นสีขาวเพียงสีเดียว แต่จะเห็นชัดในสายรุ้ง) จะเปรียบได้ว่า เทคนิคต่างๆของ Derek Jarman เป็นเหมือนสายรุ้ง ที่ก่อให้เกิดทุกห้วงอารมณ์ของมนุษย์ โดยผ่านผลงานศิลปะของเขา ซึ่งเมื่อดูแล้ว บางคนก็ไม่สามารถแยกความรู้สึกออกมาเป็นอารมณ์ที่เป็นรูปธรรมได้ (เหมือนที่มองเห็นเป็นสีขาวเพียงสีเดียว) แต่ในบางคนหรือบางห้วงความรู้สึก ก็สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมได้ (ตามหลักการในวิทยาศาสตร์) แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว งานศิลปะ มักจะหาเหตุผลมาอธิบายไม่ค่อยได้ แต่เพราะว่ามันหาเหตุผลไม่ได้ มันถึงได้มีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลเช่นนี้






โดย : Dies irae 

 

 

edit @ 6 Mar 2009 02:16:01 by FilMREView